รูปแบบการเคลื่อนไหวของราคา
การวิเคราะห์รูปแบบการเคลื่อนไหวของราคาสามารถเข้าใจถึงพฤติกรรมของผู้ซื้อและผู้ขายในตลาด ว่าในช่วงนั้นมีพฤติกรรมอย่างไรต่อราคา สามารถให้เทรดเดอร์ใช้เป็นจังหวะซื้อหรือขาย เพื่อที่จะทำกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาในช่วงนั้นๆ3 องค์ประกอบ รูปแบบการเคลื่อนไหวของราคา
#1 จุดสูงสุด และ จุดต่ำสุด (High และ Low) : หลักพื้นฐานของการเคลื่อนไหวของราคาต้องประกอบด้วยจุดสูงสุดและจุดต่ำสุด ทุกช่วงของราคา ก่อนที่จะไปทำการวิเคราะห์รูปแบบการเคลื่อนไหวของราคา เรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับจุดสูงสุดและจุดต่ำสุดก่อนเป็นอันดับแรก
- Higher High และ Lower Low : ข้อสันนิษฐานแรกเลยคือเมื่อราคาทำจุดสูงสุดใหม่ (Higher High) แสดงถึง แนวโน้มขาขึ้น และเมื่อราคาทำจุดต่ำสุดใหม่ (Lower Low) แสดงถึง แนวโน้มขาลง
- Lower High และ Higher Low : การที่ราคาทำจุดสูงสุดต่ำลง (Lower High) เป็นสัญญาณว่าแนวโน้มขาขึ้นนั้นกำลังจะจบลง ขณะที่การที่ราคาทำจุดต่ำสุด สูงขึ้น (Higher Low) เป็นสัญญาณว่าแนวโน้มขาลงกำลังจะจบ

#2 ความยาวและความชันของแนวโน้ม : สามารถใช้วัดความแข็งแกร่งของแนวโน้มในช่วงนั้นได้
- โดยในช่วงที่ความยาวและความชันของแนวโน้ม “มาก” แสดงถึงโมเมนตันของแนวโน้ม “แข็งแกร่ง”
- แต่หากความยาวและความชันของแนวโน้ม “น้อยลง” แสดงถึงโมเมนตันของแนวโน้ม “อ่อนลง” (ใกล้จบรอบ)

#3 ความลึกของช่วง Pullback : มาทำความเข้าใจคำว่า Pullback ก่อนกันดีกว่า … ระหว่างแนวโน้มขาขึ้นนั้น ในภาพย่อยจะประกอบด้วยการ ย่อตัวสั้นๆ ก่อนขึ้นต่อ จังหวะนี้เหละเรียกว่า Pullback … (ขาลงก็เช่นกัน)
- โดยหากแนวโน้มในช่วงนั้นแข็งแกร่งความลึกของการ Pullback จะไม่ค่อยลึก
- แต่หากแนวโน้มในช่วงนั้นเริ่มอ่อนแอลง ใกล้จะกลับตัว การ Pull back จะค่อนข้างลึก

*** การวิเคราะห์โดยทั่วไปมักจะให้ความสำคัญเพียง High กับ Low แต่ส่วนสำคัญจริงๆ คือควรจะเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างช่วง High กับ Low ***
4 รูปแบบยอดฮิตของเหล่าเทรดเดอร์สาย Price patterns
- รูปแบบสามเหลี่ยม : รูปแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งมาก โดยเป็นช่วงที่ราคาแกว่งตัวแคบลง จนเกิดเป็นลักษณะคล้ายสามเหลี่ยม แล้วรอเลือกทิศทาง

- หัวและไหล่ : หรือที่เรียกกันว่า Head and Shoulder โดยโอกาสการกลับตัวเกิดขึ้นมีค่อนข้างสูงในรูปแบบนี้ แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ตลาด

- Double Top / Double Bottom : เมื่อราคาเกิดแรงขายจนย่อตัว แล้วพยายามจะขึ้นต่อแต่ไม่สามารถขึ้นผ่านแนวต้านเดิมได้ จนเกิดรูปแบบ Double Top แสดงถึงว่าแรงขายในบริเวณนั้นมีสูง กดให้ราคาไม่ผ่าน เป็นสัญญาณการกลับตัว … ส่วน Double Bottom ก็ตรงกันข้าม

- Cup and Handle : เป็นรูปแบบที่ Upside การขึ้นของราคาเยอะที่สุด แต่รูปแบบนี้จะใช้ระยะเวลาการฟอร์มตัวค่อนข้างนานความรูปแบบอื่น
ทีมงาน : thaiforexbroker.com
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น